ผู้ติดตาม

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554




http://www.facebook.com/note.php?note_id=242059355828518
รักกิจ ควรหาเวช
ประวัติ

รักกิจ ควรหาเวช จบการศึกษาจาก สาขาวิชาครุศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สไตล์การทำงานของรักกิจจะเป็นงานกราฟิกเวกเตอร์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ผลงานของรักกิจมีทั้ง งานวาดภาพประกอบ, ออกแบบปกอัลบั้มศิลปิน, ออกแบบชุดตัวอักษรรวมไปถึงการเป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์ให้กับนิตยสาร สารกระตุ้น รักกิจได้รับรางวัลเกี่ยวกับด้านออกแบบกราฟิกในระดับนานาชาติหลายรางวัล รวมถึงเป็นชาวไทยคนแรกที่มีผลงานลงหน้าปกนิตยสาร Computer Arts ในฉบับที่ 100 เมื่อปี ค.ศ.2004 และเล่มต่อมาคือฉบับที่ 121 ในปี ค.ศ.2007 รักกิจมีผลงานได้ลงอวดโฉมในนิตยสารด้านกราฟิกทั้งในและนอกประเทศหลายเล่ม เช่น Teritorry Magazine, IdN, CG+ นอกเหนือจากนี้ก็ยังเป็นตัวแทนชาวไทยไปร่วมแสดงในโปรเจคงานออกแบบกราฟิกระดับนานาชาติหลายโครงการ เช่น Tiger Translate ปี 2007, งาน Bangkok Design Festival ปัจจุบันประกอบอาชีพนักออกแบบอิสระ และกิจกรรมด้านศิลปะ สตรีทอาร์ตกับเพื่อนๆ ในนามกลุ่ม B.O.R.E.D
"อย่างกระแสเวคเตอร์คนไทยฮิตมากเพราะศิลปินไทย รักกิจ ควรหาเวช ทำงานแนวนี้แล้วดัง ขึ้นปกนิตยสาร Computer Arts ซึ่งเป็นนิตยสารกราฟฟิกที่ดังที่สุดถึง 2 รอบ ก็เลยกลายเป็นไอดอลในวงการกราฟฟิกของไทย เด็กหลายคนเลยที่หันมาทำงานกราฟฟิกเพราะเห็นงานของคนนี้ แต่กว่าจะเป็นแบบนั้นได้เขาอยู่หน้าคอมพ์วันละ 8-9 ชั่วโมงมาตั้งนานแล้ว" ณัฐวัจน์ สุจริต บรรณาธิการ นิตยสาร  YOUAREHERE

ผลงาน
Somewhere : Thai
ทุกวันนี้ เวลามองไปรอบๆตัว เราจะเห็นถึงสิ่งต่างๆ มากมาย เป็นสิ่งสร้างสรรค์บ้าง และไม่สร้างสรรค์บ้าง อยู่ทุกวันตลอดเวลา จนเกิดความรู้สึกชาชินกับมัน รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้น่าสนใจเป็นพิเศษ บางทีเราอาจจะมองข้ามสิ่งที่อยู่รอบๆตัวของเราไปหลงชื่นชม สนใจกับสิ่งที่ไกลตัวเราออกไป ตื่นเต้นกับของเมืองนอก สิ่งที่คนต่างประเทศทำ รู้สึกดีรู้สึกน่าสนใจไปหมด รู้สึกมั่นใจ ในความเป็นจริงเราควรสำรวจตัวเองให้ดีก่อน ศึกษาข้อดีข้อเสีย สิ่งไหนที่ดีเราก็ควรเก็บรักษาอนุรักษ์เอาไว้ หรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น สิ่งไหนที่ไม่ดี เราก็ควรหาสาเหตุ และปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น
โปรเจค Somewhere : Thai นี้เป็นการเปรียบเทียบและกระตุ้นให้คนไทยกลับมาสนใจ ในเรื่องต่างๆ ข้อดีข้อเสีย หรือสิ่งที่น่าสนใจ ของไทยกับต่างประเทศ ที่อาจจะมีความคล้ายกัน หรือ ต่างกัน บางอันเราอาจว่า ของไทยเจ๋งกว่า บางอันของต่างประเทศอาจจะดูเวิร์คกว่า แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ได้จะทำไปเพื่อตัดสินว่า ของใครดีกว่าใคร แต่อยากให้ลองมองสิ่งที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจและพัฒนางานของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น ให้เหมาะกับตัวเรามากขึ้น
รักกิจ ควรหาเวช
ผลงานอื่นๆ

ต้นแบบ





Rukkit Kuanhawate

รักกิจ ควรหาเวช เกิดวันที 15 ต.ค. 2521 ที่เมืองไทย จังหวัดสงขลา
 ศึกษาจบจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะครุศาสตร์ เอกศิลปะศึกษา
เริ่มทำงานที่แรกในตำแหน่งกราฟิกดีไซเนอร์ กับ บริษัท Ductstore 2 ปี หลัง
จากนั้นออกมารับงานอิสระ และเป็นช่วงเริ่มหาสไตล์งานของตัวเอง ซึ่งส่วนตัวถนัด
 และชอบโปรแกรม Illustrator ผลงานที่ออกมาส่วนใหญ่จึงเป็นงานแบบ Vector stlye
หลังจากนั้นได้มีโอกาสร่วมงานกับนิตยสาร Computer Arts จากประเทศอังกฤษ 
ให้ออกแบบปกนิตยสาร เล่มที่ 100 เป็น 1แบบใน4ปก คนจึงเริ่มรู้จักผลงานเยอะขึ้น
















นอกจากงานกราฟิก แล้วยังศึกษา และสนใจ เรื่องการออกแบบฟอนต์ และงานสิ่งพิมพ์
ทั้งหมดอีกด้วย
ในช่วงที่สนุกกับการทำงานนี้เอง ได้รู้จักเพื่อนที่มีความคิดเกี่ยวกับการทำงานกราฟิกที่เหมือน
 กัน เลยรวมกลุ่มกันชื่อ b.o.r.e.d. (band of radical experimental design) ทำงานกราฟิก
ที่เน้นไปทาง art, design และ product design ซึ่งมีผลงานออกแบบ t-shirt
ได้รางวัลที่ 1  จาก Radio Active ในปี 2002













ปัจจุบัน รักกิจ ทำงานอิสระ และยังทำงานร่วมกับ b.o.r.e.d. ผลงานในปัจจุบันจะเป็น
แนวทดลองที่หลากหลายมากขึ้น
http://rukkit.wordpress.com
rukkit_k@hotmail.com



ประเภทของหนังสือเด็ก


ประเภทของหนังสือเด็ก
การแบ่งประเภทหนังสือเด็ก แบ่งเป็นหลายระดับตามเกณฑ์ต่างกันไป เช่น แบ่งตามเกณฑ์อายุบ้าง แบ่งตามเกณฑ์ชั้นเรียนบ้าง และบางครั้งก็แบ่งตามลักษณะเรื่อง
หนังสือสำหรับเด็กแบ่งตามเกณฑ์อายุ จะแบ่งได้ ๕ ระดับ คือ
๑.หนังสือสำหรับเด็กอายุ ๐ - ๓ปี
๒.หนังสือสำหรับเด็กอายุ ๓ - ๖ปี
หนังสือสำหรับเด็กอายุ ๖ - ๑๑ปี
หนังสือสำหรับเด็กอายุ ๑๑ - ๑๔ปี
หนังสือสำหรับเด็กอายุ ๑๔ - ๑๘ปี

หนังสือสำหรับเด็กแบ่งตามระดับชั้นเรียน แบ่งได้ ๓ระดับ คือ
๑.
วัยเด็กเล็ก
สำหรับเด็กอายุ
๓- ๖
 ปี
๒.วัยประถมศึกษาสำหรับเด็กอายุ
๗ - ๑๒
 ปี
วัยมัธยมศึกษาสำหรับเด็กอายุ
๑๓ - ๑๘
 ปี
หนังสือสำหรับเด็กแบ่งตามลักษณะของเรื่อง แบ่งได้ ๓ ประเภทคือ
๑. นวนิยาย (Fiction)ให้ความเพลิดเพลินเป็นสำคัญการบรรยายเรื่องเขียนเป็นร้อยแก้ว
หนังสือสำหรับเด็กที่เสนอในรูปของนวนิยายนี้มีอยู่ ๒ แบบ
๑.๑เสนอเป็นเรื่องราว(story) ได้แก่การเล่าเรื่อง เล่านิทาน มีการบรรยายให้ผู้อ่านเห็นภาพพจน์
๑.๒เสนอเป็นบทละคร (play) สำหรับใช้แสดงบนเวที ให้ฉาก บทเจรจา และท่าทางของผู้แสดงเป็นการสื่อความเข้าใจ
๒. สารคดี ( non fiction)ให้ความรู้และข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญ หนังสือสารคดีเหมาะกับเด็กทุกวัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้เขียนว่าจะสามารถเขียนสารคดีให้เหมาะกับเด็กวัยใด และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาจากแหล่งความรู้ต่างๆ เพื่อให้ความรู้ เนื้อหาสาระและข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง
๓. ร้อยกรอง ( verse) เป็นการเสนอเรื่องราวไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของนวนิยายหรือสารคดีให้เป็นคำคล้องจองตามประเภทฉันทลักษณ์ต่างๆ มี ๒ ประเภทคือ
๓.๑บทร้อยกรองสำหรับเด็ก ( nursery rhymes)
๓.๒บทร้อยกรองสำหรับวัยรุ่น (poetry for young reader

ความสนใจของเด็กเป็นสากล เด็กก่อนวัยเรียนสนใจนิทาน เทพนิยายโตขึ้นมาจะชอบนิทานเกี่ยวกับสัตว์ และต่อมาจะชอบเรื่องการต่อสู้ ผจญภัย เด็กชอบดู อยากรู้ อยากเห็น เด็กทุกคนชอบความสนุสนาน ขบขัน เด็กมีจินตนาการ เรื่องที่เด็กชอบจะต้องเป็นเรื่องที่เด็กนึกฝันต่อได้อย่างสดใส ภาพที่เด็กนึกฝันเป็นภาพที่เด็กเห็นได้ชัดเจนในขณะที่บางทีผู้ใหญ่ก็มองไม่เห็น เด็กชอบกิน ดังนั้นเรื่องที่จบด้วยรูปของกินก็ดี หรือ จบลงด้วยการกินเลี้ยงเด็กจะชอบมากเป็นพิเศษ เด็กชอบดูภาพมากกว่าอ่านเรื่อง เมื่อเด็กเปิดหนังสือภาพจะสิ่งแรกที่เด็กดู และดูทุกอย่างในภาพอย่างละเอียดละออ อ่านหนังสือออกหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลยเพราะเด็กอ่านเรื่องจากภาพ

เด็กชอบภาพสีมากกว่าภาพดำ-ขาว ชอบภาพสวยงาม ภาพที่ให้ชีวิต เด็กชอบฝันว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สามารถทำอะไรได้เหมือนเขา เช่น กระต่ายนุ่งกางเกงได้ แมวพูดคุยได้ ทั้งนี้เป็นเพราะความรู้สึกเฉพาะของเด็กซึ่งผู้ใหญ่มักไม่เข้าใจคิดว่า เป็นนิทานโกหก ผิดธรรมชาติ นอกจากนี้เด็กยังชอบภาพที่ดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ชอบภาพลูกสัตว์ เกือบทุกชนิด

เด็กชอบภาพที่มีลักษณะง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แต่เมื่ออายุสูงขึ้นจะชอบภาพซับซ้อนขึ้น
เด็กชอบภาพที่แสดงการกระทำและการผจญภัย
เด็กชอบภาพสีมากกว่าขาวดำ
เด็กอายุ ๘ ปี สนใจการ์ตูนประกอบวรรณคดีหรือนิทานมากที่สุด อายุ ๙ ปี และ ๑๐ ปี ชอบการ์ตูนตลกขำขันมากที่สุด
เด็กชอบหนังสือที่มีภาพประกอบมากและเป็นภาพที่ใหญ่ชัดเจนตรงกับข้อความ
ภาพสีน้ำช่วยให้เกิดจินตนาการได้มากกว่าภาพลักษณะอื่น
เด็กชายหรือเด็กหญิง อ่านเก่งหรือไม่เก่ง ชอบภาพลักษณะเดียวกัน
เด็กสนใจภาพที่อยู่ข้างขวามากกว่าข้างซ้าย


การเขียนภาพประกอบ
อาจารย์คุณรัญจวน อินทรกำแหง ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาพประกอบว่า "เรื่องนั้นจะมีชีวิตชีวาและมีความหมายก็ต่อเมื่อมีภาพประกอบที่ดี และมีการพิมพ์ที่มีคุณภาพ คือ กระดาษดี ตัวอักษรเหมาะสม ชัดเจน การจัดหน้าหนังสือโปร่งตา การเย็บเล่มทนทานแข็งแรง และที่สุดคือ ความพิถีพิถันต่อความประณีต ความงดงาม และความมีศิลปะทุกกระเบียดนิ้ว เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่า การที่ให้เด็กสัมผัสกับความปราณีต ความงดงาม ที่ชวนให้เกิดความจรรโลงใจนั้น เป็นการเสริมสร้างคุณสมบัติที่ส่งเสริมให้เด็กได้ซึมซาบกับความปราณีตงดงามอันจะมีผลต่อจิตใจของเด็กต่อไปในอนาคตได้ทางหนึ่ง"
ในการเขียนภาพประกอบนั้น ผู้เขียนภาพจำเป็นจะต้องเตรียมตัวในสิ่งต่อไปนี้
๑.ต้องรู้จักธรรมชาติทั่วๆ ไป ไม่เจาะจงเฉพาะธรรมชาติที่เป็นชีวิตมนุษย์เท่านั้น เช่นรู้จักว่ากลางวันสีเป็นอย่างไร กลางคืนสีเป็นอย่างไร เวลาเขียนก็จะเขียนได้ถูกต้อง หรือ สังเกตลักษณะของเด็กว่ามีความนุ่มนวลบนใบหน้า เวลาเขียนภาพก็อาจจะใช้รูปโค้งหรือทรงกลมช่วย แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็อาจจะเพิ่มเหลี่ยมเข้าไป การเรียนรู้ธรรมชาติเหล่านี้ ถือเป็นหลักเบื้องต้นที่ทุกคนต้องเรียน
๒.ต้องเรียนรู้มวลธาตุ คือ element ต่างๆ ที่ใช้แทนค่า ได้แก่ จุด เส้น น้ำหนัก สีพื้นผิว (Texture ) นุ่ม นูน หยาบ จุด คือตัวที่จะก่อให้เกิดเส้น เส้นตรงที่นอนนิ่งในแนวระนาบให้ความรู้สึกอย่างไร เส้นตรงในแนวตั้งให้ความรู้สึกอย่างไร วงกลมให้ความรู้สึกอย่างไร สีแดงเมื่ออยู่บนพื้นขาวกับสีแดงบนพื้นดำให้ความรู้สึกอย่างไร ฯลฯ
๓.ความสามารถเฉพาะตัวของนักวาดภาพ คือ จะต้องรู้ตัวเองว่ามีความถนัดในการเขียนภาพอย่างไร บางคนชอบที่จะใช้สีแดง บางคนชอบที่จะใช้สีดำ คว่ามสามารถในการให้สี รูปร่าง น้ำหนัก เส้น เป็นลักษณะเฉพาะตัว
๔ .แนวคิดหรือการปรับปรุงผลงานให้มีลักษณะของการสร้างสรรค์เพิ่มเติมขึ้นมาในการเขียนภาพประกอบบางครั้งเมื่อเกิดปัญหานักวาดภาพต้องพยายามดึงเอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาแก้ไข คือเพิ่มเติมให้ตรงเนื้อหามากยิ่งขึ้น
นักวาดภาพจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเทคนิค เช่นการวาดภาพลายเส้นง่ายๆ ขาว- ดำ ธรรมดา ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในหนังสือแบบเรียน เทคนิคการเขียนด้วยสีน้ำคือใช้พู่กันระบายและเทคนิคการ Collegeคือ ใช้วัสดุติดลงไปในรูป เช่นจะทำเป็นรูปเด็กหรือรูปสัตว์ ก็ฉีกกระดาษ หรือวัสดุอื่นเช่นใบไม้ ให้เป็นรูปทรงที่เราต้องการติดลงไป ลักษณะ College จะเห็นเป็นรูปร่างไม่ชัดเจนนักแต่เป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับเด็กเริ่มต้น
ลักษณะสีน้ำเป็นลักษณะซึ่งง่ายในการพิมพ์ ภาพที่จะพิมพ์ได้ดีเป็นภาพลักษณะสีน้ำ เพราะถ้าเป็นภาพโปสเตอร์หรือสีน้ำมัน ภาพที่ถ่ายออกมาจะไม่สดใสเท่า คือตัวคนเขียนต้องการให้ออกมาเช่นไร ตัวคนรับหรือเด็กก็จะรู้สึกตาม ถ้าหากระบบที่ถ่ายทอดสีนี้ไม่ดีพอ ภาพก็จะออกมาไม่ใสเท่าที่ต้องการ นอกจากนี้ยังมีเทคนิคการเขียนด้วยพู่กันพ่น (airbrush) และพู่กันจีน
การเขียนภาพลายเส้น เป็นเทคนิคอีกแบบหนึ่งในกดารเขียนภาพประกอบหนังสือเด็ก อาจารย์ช่วง มูลพินิจ ศิลปินผู้ถนัดในการเขียนภาพลายเส้น ใช้ปากกาหมึกดำเขียนภาพลายเส้นขาวดำในหนังสือเด็ก โดยใช้แนวความคิดของตนร่วมกับความคิดเห็นของผู้จ้างหรือผู้ผลิตหนังสือ เพื่อให้ภาพประกอบหนังสือเด็กมีคุณค่ามากที่สุด อาจารย์ช่วง เล่าว่า " แรงบันดาลใจที่ทำให้เริ่มงานเขียนภาพประกอบหนังสือสำหรับเด็กนั้น เพราะชอบลักษณะท่าทางที่น่ารัก ไร้เดียงสาของเด็กๆ เมื่อมีโอกาสเขียนภาพประกอบจึงได้นำเอาท่าทางที่น่ารักของเด็กมาประกอบเข้ากับภาพที่เขียนขึ้นผสมผสานไปกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตามจินตนาการ ที่สอดคล้องกับเนื้อเรื่องในหนังสือ"
ลักษณะของภาพประกอบ แบ่งออกได้เป็น ๖ ชนิด
๑. ลักษณะเหมือนจริง ให้ลักษณะเป็นจริงซึ่งศึกษามาจากธรรมชาติทั้งสิ้น อาจจะใช้ลักษณะขาวดำ เป็นสื่อในการแสดงออก ดูแล้วรู้สึกเหมือนจริง จับต้องได้
๒. ลักษณะสร้างสรรค์หรือจินตนาการ ไม่มีลักษณะเหมือนจริงมากนัก เช่น เส้นหรือรูปทรงของสัตว์ต่างๆ ประกอบขึ้นมาจากจินตนาการมากขึ้น
๓. ลักษณะการเขียนภาพแบบรูปทรงเรขาคณิต ผิดจากรูปทรงเหมือนจริงและจินตนาการคือใช้รูปทรงหรือเส้นลักษณะวงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมมาประกอบกันขึ้นเป็นรูป
๔. ลักษณะการใช้รูปทรงซึ่งเป็นสัญลักษณ์มาแทนค่าความหมายในภาพ อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กแต่ในขั้นสูงจำเป็นจะต้องให้เด็กเรียนรู้บ้าง เช่น ดวงอาทิตย์แทนค่าสีเป็นเรื่องสว่าง โลกอาจจะหมายถึงทุกสิ่งหรือมวลสิ่งต่างๆ ในดลกเช่น ภาพลูกดลกมีหมวกคลุมแสดงว่าหมวกมีพลังเหนือลูกโลกในการแทนค่าให้คิดในลักษณะเป็นสัญลักษณ์ มากกว่าลักษณะเหมือนจริงหรือลักษณะเรขาคณิต
๕. ลักษณะการเขียนภาพการ์ตูน
๖. ลักษณะการเขียนภาพสัตว์ นักวาดภาพประกอบต้องมีความชำนาญหรือศึกษาเกี่ยวกับรูปทรงของสัตว์ในลักษณะที่เป็นจริงก่อน แล้วจึงแทนค่าออกมาในลักษณะซึ่งเปลี่ยนแปลงแล้วเป็นลักษณะสมจริงก็ได้ รูปทรงเรขาคณิตก็ได้ หรือ สัญลักษณ์ก็ได้
นักวาดภาพประกอบแต่ละคนจะใช้ความสามารถเฉพาะตัวที่มีอยู่ เลือกลักษณะของภาพประกอบแต่ละแบบใน ๖ แบบนี้ เพื่อแทนค่าในการแสดงออกของภาพประกอบให้ได้ผลมากที่สุด

ส่วนประกอบของการออกแบบที่ดี
จากการตัดสินผลงานของผู้มีอาชีพในการวาดภาพหนังสือเด็ก สิ่งสำคัญขั้นมูลฐานในการออกแบบมีดังนี้คือ
๑. ผู้ออกแบบต้องเข้าถึงเนื้อหาอย่างกระจ่าง
๒. ผู้ออกแบบจะต้องมีความแจ่มชัดของจิตใจที่ครุ่นคำนึงอยู่ในงานนั้น
๓. ต้องมีความรู้ทางด้านวิชาการอย่างยอดเยี่ยมในการใช้สื่อ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสีน้ำ สีน้ำมัน หรือสีผสม
๔. รู้จักใช้สีสะดุดตา
๕. ความคล่องแคล่วในการวาดภาพและการมีเทคนิคในการจับอารมณ์ตามเนื้อหาตามแบบที่เหมาะสม
คุณประยูร จรรยาวงศ์ ศิลปินวาดภาพการ์ตูนผู้มีชื่อเสียง กล่าวถึงภาพการ์ตูนสำหรับเด็กว่า
ภาพการ์ตูนสำหรับเด็กนั้นโดยมากมักนิยมเขียนภาพสัตว์ด้วยฝีมือมายา คือจงใจให้ผิดเพี้ยนไปจากของจริงมากมายเกินกว่าปกติ ดูเสมือนว่าเขียนออกมาอย่างหยาบๆ ง่ายๆ แต่ช่างเขียนนั้นเขียนขึ้นโดยความยากลำบากทั้งนั้นทุกรูป แต่เขาจงใจให้มองดูเขียนขึ้นอย่างลวกๆ การให้สีหนังสือเดกมักใช้สีฉูดฉาดบาดตา ภาพการ์ตูนสำหรับเด็กอีกระดับหนึ่ง หมายถึงระดับเด็กอายุ ๑๑ - ๑๖ ปี ระยะนี้การ์ตูนประกอบเรื่องจะต้องมีความปราณีต ขบขัน สวยงาม ตลอดจนกระทั่งฝีมือในการเขียนภาพประกอบจะต้องดีพอ จึงจะสามารถดึงดูดเด็กในวัยนี้ให้สนใจได้ สีสันของภาพประกอบต้องนุ่มนวลมากขึ้น เพราะเด็กนักเรียนวัยนี้เป็นวัยที่รู้ความใสวยงามของธรรมชาติและสัตว์ได้เป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นภาพประกอบหนังสือสำหรับเด็ก ๑๑ - ๑๖ ขวบ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ช่างจะต้องระดมความเพียรในการเขียนภาพประกอบหนังสือให้เขาด้วยความรู้สึกนึกคิดที่สุขุมรอบคอบอย่างยิ่งเป็นพิเศษ เด็กระยะนี้กำลังจะถึงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตความเป็นเด็กกับความเป็นผู้ใหญ่ ฉะนั้นการเขียนภาพการ์ตูนประกอบเรื่องใหก้คนรุ่นนี้ดูตามความรู้สึกของผมแล้ว มีความรู้สึกว่ายากลำบากยิ่งกว่าการเขียนภาพการ์ตูนให้ผู้ใหญ่อ่านเสียอีก เด็กระยะนี้เป็นผู้ช่างคิดช่างค้น มีสมองที่กำลังเจริญอย่างรุนแรง ฉะนั้นการที่จะเขียนภาพให้เขาดูจึงต้องการความสุขุม รอบคอบและมากด้วยความเพียรอย่างยิ่ง ฉะนั้น การที่จะเขียนภาพให้เขาดูจึงต้องการความสุขุมรอบคอบ และมากด้วยความเพียรอย่างยิ่ง ผู้เขียนเอาตัวของตัวเองเป็นที่สังเกตว่า ระยะที่อายุอยู่ในวัยนี้เป็นวัยที่กำลังดูดซึมสิ่งแวดล้อมอย่างกระหาย ฉะนั้นหากได้พบภาพเขียนหรือบทประพันธ์ บทกลอนใดๆ ในระยะนั้นที่ประทับใจ แล้ว ความฝังใจจะเกิดขึ้นทันที และจะประทับใจอยู่กับตัวชั่วชีวิต ทั้งในประสบการณ์ด้านดีและด้านร้าย ฉะนั้นการ์ตูนให้เด็กวัย ๑๑ - ๑๖ ขวบ อ่านนี้ จากประสบการณ์ด้วยตนเอง จึงเตือนตนอยู่เสมอมิได้ลืมว่าทั้งก่อประโยชน์มหาศาลให้แก่เด็กและอาจในทางตรงกันข้ามก็ได้"

http://www.culture.go.th/knowledge/story/book/book.html