ผู้ติดตาม

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554




http://www.facebook.com/note.php?note_id=242059355828518
รักกิจ ควรหาเวช
ประวัติ

รักกิจ ควรหาเวช จบการศึกษาจาก สาขาวิชาครุศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สไตล์การทำงานของรักกิจจะเป็นงานกราฟิกเวกเตอร์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ผลงานของรักกิจมีทั้ง งานวาดภาพประกอบ, ออกแบบปกอัลบั้มศิลปิน, ออกแบบชุดตัวอักษรรวมไปถึงการเป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์ให้กับนิตยสาร สารกระตุ้น รักกิจได้รับรางวัลเกี่ยวกับด้านออกแบบกราฟิกในระดับนานาชาติหลายรางวัล รวมถึงเป็นชาวไทยคนแรกที่มีผลงานลงหน้าปกนิตยสาร Computer Arts ในฉบับที่ 100 เมื่อปี ค.ศ.2004 และเล่มต่อมาคือฉบับที่ 121 ในปี ค.ศ.2007 รักกิจมีผลงานได้ลงอวดโฉมในนิตยสารด้านกราฟิกทั้งในและนอกประเทศหลายเล่ม เช่น Teritorry Magazine, IdN, CG+ นอกเหนือจากนี้ก็ยังเป็นตัวแทนชาวไทยไปร่วมแสดงในโปรเจคงานออกแบบกราฟิกระดับนานาชาติหลายโครงการ เช่น Tiger Translate ปี 2007, งาน Bangkok Design Festival ปัจจุบันประกอบอาชีพนักออกแบบอิสระ และกิจกรรมด้านศิลปะ สตรีทอาร์ตกับเพื่อนๆ ในนามกลุ่ม B.O.R.E.D
"อย่างกระแสเวคเตอร์คนไทยฮิตมากเพราะศิลปินไทย รักกิจ ควรหาเวช ทำงานแนวนี้แล้วดัง ขึ้นปกนิตยสาร Computer Arts ซึ่งเป็นนิตยสารกราฟฟิกที่ดังที่สุดถึง 2 รอบ ก็เลยกลายเป็นไอดอลในวงการกราฟฟิกของไทย เด็กหลายคนเลยที่หันมาทำงานกราฟฟิกเพราะเห็นงานของคนนี้ แต่กว่าจะเป็นแบบนั้นได้เขาอยู่หน้าคอมพ์วันละ 8-9 ชั่วโมงมาตั้งนานแล้ว" ณัฐวัจน์ สุจริต บรรณาธิการ นิตยสาร  YOUAREHERE

ผลงาน
Somewhere : Thai
ทุกวันนี้ เวลามองไปรอบๆตัว เราจะเห็นถึงสิ่งต่างๆ มากมาย เป็นสิ่งสร้างสรรค์บ้าง และไม่สร้างสรรค์บ้าง อยู่ทุกวันตลอดเวลา จนเกิดความรู้สึกชาชินกับมัน รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้น่าสนใจเป็นพิเศษ บางทีเราอาจจะมองข้ามสิ่งที่อยู่รอบๆตัวของเราไปหลงชื่นชม สนใจกับสิ่งที่ไกลตัวเราออกไป ตื่นเต้นกับของเมืองนอก สิ่งที่คนต่างประเทศทำ รู้สึกดีรู้สึกน่าสนใจไปหมด รู้สึกมั่นใจ ในความเป็นจริงเราควรสำรวจตัวเองให้ดีก่อน ศึกษาข้อดีข้อเสีย สิ่งไหนที่ดีเราก็ควรเก็บรักษาอนุรักษ์เอาไว้ หรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น สิ่งไหนที่ไม่ดี เราก็ควรหาสาเหตุ และปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น
โปรเจค Somewhere : Thai นี้เป็นการเปรียบเทียบและกระตุ้นให้คนไทยกลับมาสนใจ ในเรื่องต่างๆ ข้อดีข้อเสีย หรือสิ่งที่น่าสนใจ ของไทยกับต่างประเทศ ที่อาจจะมีความคล้ายกัน หรือ ต่างกัน บางอันเราอาจว่า ของไทยเจ๋งกว่า บางอันของต่างประเทศอาจจะดูเวิร์คกว่า แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ได้จะทำไปเพื่อตัดสินว่า ของใครดีกว่าใคร แต่อยากให้ลองมองสิ่งที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจและพัฒนางานของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น ให้เหมาะกับตัวเรามากขึ้น
รักกิจ ควรหาเวช
ผลงานอื่นๆ

ต้นแบบ





Rukkit Kuanhawate

รักกิจ ควรหาเวช เกิดวันที 15 ต.ค. 2521 ที่เมืองไทย จังหวัดสงขลา
 ศึกษาจบจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะครุศาสตร์ เอกศิลปะศึกษา
เริ่มทำงานที่แรกในตำแหน่งกราฟิกดีไซเนอร์ กับ บริษัท Ductstore 2 ปี หลัง
จากนั้นออกมารับงานอิสระ และเป็นช่วงเริ่มหาสไตล์งานของตัวเอง ซึ่งส่วนตัวถนัด
 และชอบโปรแกรม Illustrator ผลงานที่ออกมาส่วนใหญ่จึงเป็นงานแบบ Vector stlye
หลังจากนั้นได้มีโอกาสร่วมงานกับนิตยสาร Computer Arts จากประเทศอังกฤษ 
ให้ออกแบบปกนิตยสาร เล่มที่ 100 เป็น 1แบบใน4ปก คนจึงเริ่มรู้จักผลงานเยอะขึ้น
















นอกจากงานกราฟิก แล้วยังศึกษา และสนใจ เรื่องการออกแบบฟอนต์ และงานสิ่งพิมพ์
ทั้งหมดอีกด้วย
ในช่วงที่สนุกกับการทำงานนี้เอง ได้รู้จักเพื่อนที่มีความคิดเกี่ยวกับการทำงานกราฟิกที่เหมือน
 กัน เลยรวมกลุ่มกันชื่อ b.o.r.e.d. (band of radical experimental design) ทำงานกราฟิก
ที่เน้นไปทาง art, design และ product design ซึ่งมีผลงานออกแบบ t-shirt
ได้รางวัลที่ 1  จาก Radio Active ในปี 2002













ปัจจุบัน รักกิจ ทำงานอิสระ และยังทำงานร่วมกับ b.o.r.e.d. ผลงานในปัจจุบันจะเป็น
แนวทดลองที่หลากหลายมากขึ้น
http://rukkit.wordpress.com
rukkit_k@hotmail.com



ประเภทของหนังสือเด็ก


ประเภทของหนังสือเด็ก
การแบ่งประเภทหนังสือเด็ก แบ่งเป็นหลายระดับตามเกณฑ์ต่างกันไป เช่น แบ่งตามเกณฑ์อายุบ้าง แบ่งตามเกณฑ์ชั้นเรียนบ้าง และบางครั้งก็แบ่งตามลักษณะเรื่อง
หนังสือสำหรับเด็กแบ่งตามเกณฑ์อายุ จะแบ่งได้ ๕ ระดับ คือ
๑.หนังสือสำหรับเด็กอายุ ๐ - ๓ปี
๒.หนังสือสำหรับเด็กอายุ ๓ - ๖ปี
หนังสือสำหรับเด็กอายุ ๖ - ๑๑ปี
หนังสือสำหรับเด็กอายุ ๑๑ - ๑๔ปี
หนังสือสำหรับเด็กอายุ ๑๔ - ๑๘ปี

หนังสือสำหรับเด็กแบ่งตามระดับชั้นเรียน แบ่งได้ ๓ระดับ คือ
๑.
วัยเด็กเล็ก
สำหรับเด็กอายุ
๓- ๖
 ปี
๒.วัยประถมศึกษาสำหรับเด็กอายุ
๗ - ๑๒
 ปี
วัยมัธยมศึกษาสำหรับเด็กอายุ
๑๓ - ๑๘
 ปี
หนังสือสำหรับเด็กแบ่งตามลักษณะของเรื่อง แบ่งได้ ๓ ประเภทคือ
๑. นวนิยาย (Fiction)ให้ความเพลิดเพลินเป็นสำคัญการบรรยายเรื่องเขียนเป็นร้อยแก้ว
หนังสือสำหรับเด็กที่เสนอในรูปของนวนิยายนี้มีอยู่ ๒ แบบ
๑.๑เสนอเป็นเรื่องราว(story) ได้แก่การเล่าเรื่อง เล่านิทาน มีการบรรยายให้ผู้อ่านเห็นภาพพจน์
๑.๒เสนอเป็นบทละคร (play) สำหรับใช้แสดงบนเวที ให้ฉาก บทเจรจา และท่าทางของผู้แสดงเป็นการสื่อความเข้าใจ
๒. สารคดี ( non fiction)ให้ความรู้และข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญ หนังสือสารคดีเหมาะกับเด็กทุกวัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้เขียนว่าจะสามารถเขียนสารคดีให้เหมาะกับเด็กวัยใด และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาจากแหล่งความรู้ต่างๆ เพื่อให้ความรู้ เนื้อหาสาระและข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง
๓. ร้อยกรอง ( verse) เป็นการเสนอเรื่องราวไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของนวนิยายหรือสารคดีให้เป็นคำคล้องจองตามประเภทฉันทลักษณ์ต่างๆ มี ๒ ประเภทคือ
๓.๑บทร้อยกรองสำหรับเด็ก ( nursery rhymes)
๓.๒บทร้อยกรองสำหรับวัยรุ่น (poetry for young reader

ความสนใจของเด็กเป็นสากล เด็กก่อนวัยเรียนสนใจนิทาน เทพนิยายโตขึ้นมาจะชอบนิทานเกี่ยวกับสัตว์ และต่อมาจะชอบเรื่องการต่อสู้ ผจญภัย เด็กชอบดู อยากรู้ อยากเห็น เด็กทุกคนชอบความสนุสนาน ขบขัน เด็กมีจินตนาการ เรื่องที่เด็กชอบจะต้องเป็นเรื่องที่เด็กนึกฝันต่อได้อย่างสดใส ภาพที่เด็กนึกฝันเป็นภาพที่เด็กเห็นได้ชัดเจนในขณะที่บางทีผู้ใหญ่ก็มองไม่เห็น เด็กชอบกิน ดังนั้นเรื่องที่จบด้วยรูปของกินก็ดี หรือ จบลงด้วยการกินเลี้ยงเด็กจะชอบมากเป็นพิเศษ เด็กชอบดูภาพมากกว่าอ่านเรื่อง เมื่อเด็กเปิดหนังสือภาพจะสิ่งแรกที่เด็กดู และดูทุกอย่างในภาพอย่างละเอียดละออ อ่านหนังสือออกหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลยเพราะเด็กอ่านเรื่องจากภาพ

เด็กชอบภาพสีมากกว่าภาพดำ-ขาว ชอบภาพสวยงาม ภาพที่ให้ชีวิต เด็กชอบฝันว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ สามารถทำอะไรได้เหมือนเขา เช่น กระต่ายนุ่งกางเกงได้ แมวพูดคุยได้ ทั้งนี้เป็นเพราะความรู้สึกเฉพาะของเด็กซึ่งผู้ใหญ่มักไม่เข้าใจคิดว่า เป็นนิทานโกหก ผิดธรรมชาติ นอกจากนี้เด็กยังชอบภาพที่ดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ชอบภาพลูกสัตว์ เกือบทุกชนิด

เด็กชอบภาพที่มีลักษณะง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แต่เมื่ออายุสูงขึ้นจะชอบภาพซับซ้อนขึ้น
เด็กชอบภาพที่แสดงการกระทำและการผจญภัย
เด็กชอบภาพสีมากกว่าขาวดำ
เด็กอายุ ๘ ปี สนใจการ์ตูนประกอบวรรณคดีหรือนิทานมากที่สุด อายุ ๙ ปี และ ๑๐ ปี ชอบการ์ตูนตลกขำขันมากที่สุด
เด็กชอบหนังสือที่มีภาพประกอบมากและเป็นภาพที่ใหญ่ชัดเจนตรงกับข้อความ
ภาพสีน้ำช่วยให้เกิดจินตนาการได้มากกว่าภาพลักษณะอื่น
เด็กชายหรือเด็กหญิง อ่านเก่งหรือไม่เก่ง ชอบภาพลักษณะเดียวกัน
เด็กสนใจภาพที่อยู่ข้างขวามากกว่าข้างซ้าย


การเขียนภาพประกอบ
อาจารย์คุณรัญจวน อินทรกำแหง ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาพประกอบว่า "เรื่องนั้นจะมีชีวิตชีวาและมีความหมายก็ต่อเมื่อมีภาพประกอบที่ดี และมีการพิมพ์ที่มีคุณภาพ คือ กระดาษดี ตัวอักษรเหมาะสม ชัดเจน การจัดหน้าหนังสือโปร่งตา การเย็บเล่มทนทานแข็งแรง และที่สุดคือ ความพิถีพิถันต่อความประณีต ความงดงาม และความมีศิลปะทุกกระเบียดนิ้ว เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่า การที่ให้เด็กสัมผัสกับความปราณีต ความงดงาม ที่ชวนให้เกิดความจรรโลงใจนั้น เป็นการเสริมสร้างคุณสมบัติที่ส่งเสริมให้เด็กได้ซึมซาบกับความปราณีตงดงามอันจะมีผลต่อจิตใจของเด็กต่อไปในอนาคตได้ทางหนึ่ง"
ในการเขียนภาพประกอบนั้น ผู้เขียนภาพจำเป็นจะต้องเตรียมตัวในสิ่งต่อไปนี้
๑.ต้องรู้จักธรรมชาติทั่วๆ ไป ไม่เจาะจงเฉพาะธรรมชาติที่เป็นชีวิตมนุษย์เท่านั้น เช่นรู้จักว่ากลางวันสีเป็นอย่างไร กลางคืนสีเป็นอย่างไร เวลาเขียนก็จะเขียนได้ถูกต้อง หรือ สังเกตลักษณะของเด็กว่ามีความนุ่มนวลบนใบหน้า เวลาเขียนภาพก็อาจจะใช้รูปโค้งหรือทรงกลมช่วย แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็อาจจะเพิ่มเหลี่ยมเข้าไป การเรียนรู้ธรรมชาติเหล่านี้ ถือเป็นหลักเบื้องต้นที่ทุกคนต้องเรียน
๒.ต้องเรียนรู้มวลธาตุ คือ element ต่างๆ ที่ใช้แทนค่า ได้แก่ จุด เส้น น้ำหนัก สีพื้นผิว (Texture ) นุ่ม นูน หยาบ จุด คือตัวที่จะก่อให้เกิดเส้น เส้นตรงที่นอนนิ่งในแนวระนาบให้ความรู้สึกอย่างไร เส้นตรงในแนวตั้งให้ความรู้สึกอย่างไร วงกลมให้ความรู้สึกอย่างไร สีแดงเมื่ออยู่บนพื้นขาวกับสีแดงบนพื้นดำให้ความรู้สึกอย่างไร ฯลฯ
๓.ความสามารถเฉพาะตัวของนักวาดภาพ คือ จะต้องรู้ตัวเองว่ามีความถนัดในการเขียนภาพอย่างไร บางคนชอบที่จะใช้สีแดง บางคนชอบที่จะใช้สีดำ คว่ามสามารถในการให้สี รูปร่าง น้ำหนัก เส้น เป็นลักษณะเฉพาะตัว
๔ .แนวคิดหรือการปรับปรุงผลงานให้มีลักษณะของการสร้างสรรค์เพิ่มเติมขึ้นมาในการเขียนภาพประกอบบางครั้งเมื่อเกิดปัญหานักวาดภาพต้องพยายามดึงเอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาแก้ไข คือเพิ่มเติมให้ตรงเนื้อหามากยิ่งขึ้น
นักวาดภาพจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องเทคนิค เช่นการวาดภาพลายเส้นง่ายๆ ขาว- ดำ ธรรมดา ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในหนังสือแบบเรียน เทคนิคการเขียนด้วยสีน้ำคือใช้พู่กันระบายและเทคนิคการ Collegeคือ ใช้วัสดุติดลงไปในรูป เช่นจะทำเป็นรูปเด็กหรือรูปสัตว์ ก็ฉีกกระดาษ หรือวัสดุอื่นเช่นใบไม้ ให้เป็นรูปทรงที่เราต้องการติดลงไป ลักษณะ College จะเห็นเป็นรูปร่างไม่ชัดเจนนักแต่เป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับเด็กเริ่มต้น
ลักษณะสีน้ำเป็นลักษณะซึ่งง่ายในการพิมพ์ ภาพที่จะพิมพ์ได้ดีเป็นภาพลักษณะสีน้ำ เพราะถ้าเป็นภาพโปสเตอร์หรือสีน้ำมัน ภาพที่ถ่ายออกมาจะไม่สดใสเท่า คือตัวคนเขียนต้องการให้ออกมาเช่นไร ตัวคนรับหรือเด็กก็จะรู้สึกตาม ถ้าหากระบบที่ถ่ายทอดสีนี้ไม่ดีพอ ภาพก็จะออกมาไม่ใสเท่าที่ต้องการ นอกจากนี้ยังมีเทคนิคการเขียนด้วยพู่กันพ่น (airbrush) และพู่กันจีน
การเขียนภาพลายเส้น เป็นเทคนิคอีกแบบหนึ่งในกดารเขียนภาพประกอบหนังสือเด็ก อาจารย์ช่วง มูลพินิจ ศิลปินผู้ถนัดในการเขียนภาพลายเส้น ใช้ปากกาหมึกดำเขียนภาพลายเส้นขาวดำในหนังสือเด็ก โดยใช้แนวความคิดของตนร่วมกับความคิดเห็นของผู้จ้างหรือผู้ผลิตหนังสือ เพื่อให้ภาพประกอบหนังสือเด็กมีคุณค่ามากที่สุด อาจารย์ช่วง เล่าว่า " แรงบันดาลใจที่ทำให้เริ่มงานเขียนภาพประกอบหนังสือสำหรับเด็กนั้น เพราะชอบลักษณะท่าทางที่น่ารัก ไร้เดียงสาของเด็กๆ เมื่อมีโอกาสเขียนภาพประกอบจึงได้นำเอาท่าทางที่น่ารักของเด็กมาประกอบเข้ากับภาพที่เขียนขึ้นผสมผสานไปกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตามจินตนาการ ที่สอดคล้องกับเนื้อเรื่องในหนังสือ"
ลักษณะของภาพประกอบ แบ่งออกได้เป็น ๖ ชนิด
๑. ลักษณะเหมือนจริง ให้ลักษณะเป็นจริงซึ่งศึกษามาจากธรรมชาติทั้งสิ้น อาจจะใช้ลักษณะขาวดำ เป็นสื่อในการแสดงออก ดูแล้วรู้สึกเหมือนจริง จับต้องได้
๒. ลักษณะสร้างสรรค์หรือจินตนาการ ไม่มีลักษณะเหมือนจริงมากนัก เช่น เส้นหรือรูปทรงของสัตว์ต่างๆ ประกอบขึ้นมาจากจินตนาการมากขึ้น
๓. ลักษณะการเขียนภาพแบบรูปทรงเรขาคณิต ผิดจากรูปทรงเหมือนจริงและจินตนาการคือใช้รูปทรงหรือเส้นลักษณะวงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมมาประกอบกันขึ้นเป็นรูป
๔. ลักษณะการใช้รูปทรงซึ่งเป็นสัญลักษณ์มาแทนค่าความหมายในภาพ อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กแต่ในขั้นสูงจำเป็นจะต้องให้เด็กเรียนรู้บ้าง เช่น ดวงอาทิตย์แทนค่าสีเป็นเรื่องสว่าง โลกอาจจะหมายถึงทุกสิ่งหรือมวลสิ่งต่างๆ ในดลกเช่น ภาพลูกดลกมีหมวกคลุมแสดงว่าหมวกมีพลังเหนือลูกโลกในการแทนค่าให้คิดในลักษณะเป็นสัญลักษณ์ มากกว่าลักษณะเหมือนจริงหรือลักษณะเรขาคณิต
๕. ลักษณะการเขียนภาพการ์ตูน
๖. ลักษณะการเขียนภาพสัตว์ นักวาดภาพประกอบต้องมีความชำนาญหรือศึกษาเกี่ยวกับรูปทรงของสัตว์ในลักษณะที่เป็นจริงก่อน แล้วจึงแทนค่าออกมาในลักษณะซึ่งเปลี่ยนแปลงแล้วเป็นลักษณะสมจริงก็ได้ รูปทรงเรขาคณิตก็ได้ หรือ สัญลักษณ์ก็ได้
นักวาดภาพประกอบแต่ละคนจะใช้ความสามารถเฉพาะตัวที่มีอยู่ เลือกลักษณะของภาพประกอบแต่ละแบบใน ๖ แบบนี้ เพื่อแทนค่าในการแสดงออกของภาพประกอบให้ได้ผลมากที่สุด

ส่วนประกอบของการออกแบบที่ดี
จากการตัดสินผลงานของผู้มีอาชีพในการวาดภาพหนังสือเด็ก สิ่งสำคัญขั้นมูลฐานในการออกแบบมีดังนี้คือ
๑. ผู้ออกแบบต้องเข้าถึงเนื้อหาอย่างกระจ่าง
๒. ผู้ออกแบบจะต้องมีความแจ่มชัดของจิตใจที่ครุ่นคำนึงอยู่ในงานนั้น
๓. ต้องมีความรู้ทางด้านวิชาการอย่างยอดเยี่ยมในการใช้สื่อ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสีน้ำ สีน้ำมัน หรือสีผสม
๔. รู้จักใช้สีสะดุดตา
๕. ความคล่องแคล่วในการวาดภาพและการมีเทคนิคในการจับอารมณ์ตามเนื้อหาตามแบบที่เหมาะสม
คุณประยูร จรรยาวงศ์ ศิลปินวาดภาพการ์ตูนผู้มีชื่อเสียง กล่าวถึงภาพการ์ตูนสำหรับเด็กว่า
ภาพการ์ตูนสำหรับเด็กนั้นโดยมากมักนิยมเขียนภาพสัตว์ด้วยฝีมือมายา คือจงใจให้ผิดเพี้ยนไปจากของจริงมากมายเกินกว่าปกติ ดูเสมือนว่าเขียนออกมาอย่างหยาบๆ ง่ายๆ แต่ช่างเขียนนั้นเขียนขึ้นโดยความยากลำบากทั้งนั้นทุกรูป แต่เขาจงใจให้มองดูเขียนขึ้นอย่างลวกๆ การให้สีหนังสือเดกมักใช้สีฉูดฉาดบาดตา ภาพการ์ตูนสำหรับเด็กอีกระดับหนึ่ง หมายถึงระดับเด็กอายุ ๑๑ - ๑๖ ปี ระยะนี้การ์ตูนประกอบเรื่องจะต้องมีความปราณีต ขบขัน สวยงาม ตลอดจนกระทั่งฝีมือในการเขียนภาพประกอบจะต้องดีพอ จึงจะสามารถดึงดูดเด็กในวัยนี้ให้สนใจได้ สีสันของภาพประกอบต้องนุ่มนวลมากขึ้น เพราะเด็กนักเรียนวัยนี้เป็นวัยที่รู้ความใสวยงามของธรรมชาติและสัตว์ได้เป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นภาพประกอบหนังสือสำหรับเด็ก ๑๑ - ๑๖ ขวบ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ช่างจะต้องระดมความเพียรในการเขียนภาพประกอบหนังสือให้เขาด้วยความรู้สึกนึกคิดที่สุขุมรอบคอบอย่างยิ่งเป็นพิเศษ เด็กระยะนี้กำลังจะถึงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตความเป็นเด็กกับความเป็นผู้ใหญ่ ฉะนั้นการเขียนภาพการ์ตูนประกอบเรื่องใหก้คนรุ่นนี้ดูตามความรู้สึกของผมแล้ว มีความรู้สึกว่ายากลำบากยิ่งกว่าการเขียนภาพการ์ตูนให้ผู้ใหญ่อ่านเสียอีก เด็กระยะนี้เป็นผู้ช่างคิดช่างค้น มีสมองที่กำลังเจริญอย่างรุนแรง ฉะนั้นการที่จะเขียนภาพให้เขาดูจึงต้องการความสุขุม รอบคอบและมากด้วยความเพียรอย่างยิ่ง ฉะนั้น การที่จะเขียนภาพให้เขาดูจึงต้องการความสุขุมรอบคอบ และมากด้วยความเพียรอย่างยิ่ง ผู้เขียนเอาตัวของตัวเองเป็นที่สังเกตว่า ระยะที่อายุอยู่ในวัยนี้เป็นวัยที่กำลังดูดซึมสิ่งแวดล้อมอย่างกระหาย ฉะนั้นหากได้พบภาพเขียนหรือบทประพันธ์ บทกลอนใดๆ ในระยะนั้นที่ประทับใจ แล้ว ความฝังใจจะเกิดขึ้นทันที และจะประทับใจอยู่กับตัวชั่วชีวิต ทั้งในประสบการณ์ด้านดีและด้านร้าย ฉะนั้นการ์ตูนให้เด็กวัย ๑๑ - ๑๖ ขวบ อ่านนี้ จากประสบการณ์ด้วยตนเอง จึงเตือนตนอยู่เสมอมิได้ลืมว่าทั้งก่อประโยชน์มหาศาลให้แก่เด็กและอาจในทางตรงกันข้ามก็ได้"

http://www.culture.go.th/knowledge/story/book/book.html

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พัฒนาแต่ละช่วงวัยของเด็ก แรกเกิดถึง3ขวบ

 ช่วงระยะเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้ของมนุษย์คือ  แรกเกิดถึง 7 ปี  หากมาส่งเสริมหลังจากวัยนี้แล้วถือได้ว่าสายเสียแล้ว เพราะการพัฒนาสมองของมนุษย์ในช่วงวัยนี้จะพัฒนาไปถึง    80 % ของผู้ใหญ่  ครูควรจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก  ให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น  เรียนรู้อย่างมีความสุข  จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม  ดูแลด้านสุขนิสัยและโภชนาการเหมาะสม  เด็กจะพัฒนาศักยภาพสมองของเขาได้อย่างเต็มความสามารถ

                    สมองของเด็กเรียนรู้มากกว่าสมองของผู้ใหญ่เป็นพันๆเท่า เด็กเรียนรู้ทุกอย่างที่เข้ามาปะทะ  สิ่งที่เข้ามาปะทะล้วนเป็นข้อมูลเข้าไปกระตุ้นสมองเด็กทำให้เซลล์ต่างๆเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยสมองและจุดเชื่อมต่อต่างๆอย่างมากมายซึ่งจะทำให้เด็กเข้าใจและเรียนรู้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น  สมองจะทำหน้าที่นี้ไปจนถึงอายุ 10 ปีจากนั้นสมองจะเริ่มขจัดข้อมูลที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวันทิ้งไปเพื่อให้ส่วนที่เหลือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

                    การเรียนรู้ที่ถือสมองเป็นพื้นฐาน (Brain-based Learning) เกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญ 3 ประการ คือ
1.)การทำงานของสมอง
2.)การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก 
3.)กระบวนการจัดการเรียนรู้โดยเปิดกว้าง ให้เด็กเรียนรู้ได้ทุกเรื่อง เนื่องจากสมองเรียนรู้ตลอดเวลา
  ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติหรือลงมือกระทำด้วยตนเอง  ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบร่วมมือและผู้เรียนได้เรียนรู้แบบบูรณาการ การเรียนรู้ที่ถือสมองเป็นพื้นฐานส่งเสริมให้เด็กไทยได้พัฒนาศักยภาพสมองของเขาอย่างเต็มความสามารถ

การทำงานของสมอง
                    สมองเริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่  เมื่อคลอดออกมาจะมีเซลล์สมองเกือบทั้งหมดแล้วเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่  สมองยังคงเติบโตไปได้อีกมากในช่วงแรกเกิดถึง 3 ปี เด็กวัยนี้จะมีขนาดสมองประมาณ 80 % ของผู้ใหญ่  หลังจากวัยนี้ไปแล้วจะไม่มีการเพิ่มเซลล์สมองอีกแต่จะเป็นการพัฒนาของโครงข่ายเส้นใยประสาท  ในวัย 10 ปีเป็นต้นไปสมองจะเริ่มเข้าสู่วัยถดถอยอย่างช้าๆจะไม่มีการสร้างเซลล์สมองมาทดแทนใหม่อีก  ปฐมวัยจึงเป็นวัยที่มีความสำคัญยิ่งของมนุษย์

ทำให้มนุษย์สามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ สามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลรอบตัวและสร้างความรู้ขึ้นมาได้นั้นคือ  เกิดการคิด  กระบวนการคิด  และความคิดขึ้นในสมอง  หลังเกิดความคิดก็มีการคิดค้นและมีผลผลิตเกิดขึ้น  ยิ่งถ้าเด็กมีการใช้สมองเพื่อการเรียนรู้และการคิดมากเท่าไร  ก็จะทำให้เซลล์สมองสร้างเครือข่ายเส้นใยสมองใหม่ ๆ แตกแขนงเชื่อมติดต่อกันมากยิ่งขึ้น  ทำให้สมองมีขนาดใหญ่ขึ้นโดยไปเพิ่มขนาดของเซลล์สมองจำนวนเส้นใยสมองและจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง  สมองของเด็กพัฒนาจากการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็กพบว่า  ทักษะความคล่องตัวของกล้ามเนื้อมัดเล็กจะพัฒนาภายในช่วงเวลา 10 ปีแรก  ดังนั้นถ้าหากเด็กได้ฝึกฝนการใช้มือ  การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของมือจะทำให้สมองสร้างเครือข่ายเส้นใยสมองและจุดเชื่อมต่อและสร้างไขมันล้อมรอบเส้นในสมอง  และเซลล์สมองที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็กได้มาก  ทำให้เกิดทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก


   สมองมีหลายส่วนทำหน้าที่แตกต่างกันแต่ทำงานประสานกัน  เช่นสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ และรับรู้การเคลื่อนไหว สี รูปร่างเป็นต้น  หลายส่วนทำหน้าที่ประสานกันเพื่อรับรู้เหตุการณ์หนึ่ง  เช่น  การมองเห็นลูกเทนนิสลอยเข้ามา  สมองส่วนที่รับรู้การเคลื่อนไหว สี  และรูปร่าง  สมองจะอยู่ในตำแหน่งแยกห่างจากกันในสมองแต่สมองทำงานร่วมกันเพื่อให้เรามองเห็นภาพได้  จากนั้นสมองหลายส่วนทำหน้าที่ประสานเชื่อมโยงให้เราเรียนรู้และคิดว่าคืออะไร เป็นอย่างไร ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น สมองสามารถเรียนรู้กับสถานการณ์หลาย ๆ แบบพร้อม ๆ กันโดยการเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เช่น สมองสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับความรู้ทางประวัติศาสตร์และคณิตศาสตร์เชื่อมโยงกันได้  การทำเช่นนี้ได้เป็นเพราะระบบการทำงานของสมองที่ซับซ้อน  มีหลายชั้นหลายระดับ  และทำงานเชื่อมโยงกันเนื่องจากมีเครือข่ายในสมองเชื่อมโยงเซลล์สมองถึงกันหมด  เครือข่ายเส้นใยสมองเหล่านี้เมื่อถูกสร้างขึ้นแล้ว  ดูเหมือนว่าจะอยู่ไปอีกนานไม่มีสิ้นสุด  ช่วยให้สมองสามารถรับรู้และเรียนรู้ได้ทั้งในส่วนย่อยและส่วนรวม  สามารถคิดค้นหาความหมาย  คิดหาคำตอบให้กับคำถามต่าง ๆ ของการเรียนรู้และพัฒนาความคิดใหม่ ๆ ออกมาได้อีกด้วย
                    นอกจากนี้จากการศึกษาพบว่า  ความเครียดขัดขวางการคิดและการเรียนรู้  เด็กที่เกิดความเครียดจะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีเช่นเด็กที่ได้รับประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจทำให้เกิดความหวาดกลัว  เครียด  บรรยากาศการเรียนรู้ไม่มีความสุข  คับข้องใจ  ครูอารมณ์เสีย  ครูอารมณ์ไม่สม่ำเสมอเดี๋ยวดี  เดี๋ยวร้าย  ครูดุ  ขณะที่เด็กเกิดความเครียด  สารเคมีทั้งร่างกายปล่อยออกมาจะไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมอง  ทำให้เกิดการสร้างฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียด  เรียกว่า  คอร์ติโซล (Cortisol)  จะทำลายสมองโดยเฉพาะสมองส่วนคอร์เท็กซ์หรือพื้นผิวสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความคิด ความฉลาด  กับสมองส่วนฮิปโปแคมปัสหรือสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์และความจำ  ซึ่งความเครียดทำให้สมองส่วนนี้เล็กลง  เด็กที่ได้รับความเครียดอยู่ตลอดเวลา  หรือพบความเครียดที่ไม่สามารถจะคาดเดาได้  ส่งผลต่อการขาดความสามารถในการเรียนรู้  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย  เพราะเด็กมีสมองพร้อมที่จะเรียนได้  แต่ถูกทำลายเพราะความเครียดทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ได้หายไปตลอดชีวิต


การเรียนการสอนให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก
                การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาศักยภาพทางสมองจำเป็นต้องคำนึงถึงกระบวนการทำงานของสมองและการทำงานให้ประสานสัมพันธ์ของสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา  สมองซีกซ้ายควบคุมความมีเหตุผลเป็นการเรียนด้านภาษา จำนวนตัวเลข วิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ การคิดวิเคราะห์  ในขณะที่สมองซีกขวาเป็นด้านศิลปะ  จินตนาการ  ดนตรี ระยะ/มิติ หากครูสามารถจัดหลักสูตรการเรียนการสอนให้เด็กได้ใช้ความคิดโดยผสมผสานความสามารถของการใช้สมองทั้งสองซีกเข้าด้วยกันให้สมองทั้งสองซีกเสริมส่งซึ่งกันและกัน  ผู้เรียนจะสามารถสร้างผลงานได้ดีเยี่ยม เป็นผลงานมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และสามารถแสดงความมีเหตุผลผสมผสานในผลงานชิ้นเดียวกัน
                    หลักสูตรการเรียนการสอนสำหรับเด็กปฐมวัยควรคำนึงถึงการเรียนรู้ในด้านต่างๆดังนี้  
                    1. การเคลื่อนไหวของร่างกาย  ฝึกการยืน เดิน วิ่ง จับ ขว้าง กระโดด การเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆที่เราต้องการ  หรือพวกนักกีฬาต่างๆ
2. ภาษาและการสื่อสาร เป็นการใช้ภาษาสื่อสารโดยการปฏิบัติจริง จากการพูด การฟัง  การอ่านและการเขียน  เช่น ให้เด็กเล่าสิ่งที่เขาได้พบเห็น ได้ลงมือกระทำ  ฟังเรื่องราวต่างๆที่เด็กต้องการเล่าให้ฟังด้วยความตั้งใจ  เล่านิทานให้ลูกฟังทุกวัน  เล่าจบตั้งคำถามหรือสนทนากับลูกเกี่ยวกับเรื่องราวในนิทาน  อ่านคำจากป้ายประกาศต่างๆที่พบเห็น  ให้เด็กได้วาดภาพสิ่งที่เขาได้พบเห็นหรือเขียนคำต่างๆที่เขาได้พบเห็น   
                    3. การรู้จักการหาเหตุผล ฝึกให้เด็กเป็นคนช่างสังเกต การเปรียบเทียบ จำแนกแยกแยะสิ่งต่างๆ  จัดหมวดหมู่สิ่งของที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน  เรียนรู้ขนาด ปริมาณ  การเพิ่มขึ้นลดลง  การใช้ตัวเลข 
                    4. มิติสัมพันธ์และจินตนาการจากการมองเห็น ให้เด็กได้สัมผัสวัตถุต่างๆที่เป็นของจริง  เรียนรู้สิ่งต่างๆจากประสบการณ์ตรง  เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง ระยะ  ขนาดตำแหน่ง  และการมองเห็น  สังเกตรายละเอียดของสิ่งต่างรอบตัว  เข้าใจสิ่งที่มองเห็นได้สัมผัส  สามารถนำสิ่งที่เข้าใจออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
                    5. ดนตรีและจังหวะ  ให้เด็กได้ฟังดนตรี แยกแยะเสียงต่างๆ  ร้องเพลง เล่นเครื่องดนตรี  ฝึกให้เด็กรู้จักจังหวะดนตรี
                    6. การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น  ฝึกให้เด็กอยู่ร่วมกับผู้อื่นในด้านการช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน เข้าใจผู้อื่น  เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น  ปฏิสัมพันธ์ในสังคมของมนุษย์เป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และสติปัญญา
                    7. การรู้จักตนเอง รับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตนเอง เข้าใจตนเอง จะทำให้ดูแลกำกับพฤติกรรมตนเองได้อย่างเหมาะสม 
                8. การปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ



 กระบวนการจัดการเรียนรู้
                    เด็กปฐมวัยเรียนรู้ผ่านการเล่น  เรียนรู้อย่างมีความสุข  จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ  ลักษณะกระบวนการจัดการเรียนรู้เป็นแบบเปิดกว้าง จัดให้มีประสบการณ์ที่หลากหลายโดยให้เด็กได้เรียนรู้ตามความสนใจหรือให้เด็กได้แสดงออกในแนวทางที่เขาสนใจ  เรียนรู้แบบปฏิบัติจริงโดยการใช้ประสาทสัมผัสกระทำกับวัตถุด้วยความอยากรู้อยากเห็น ได้ทดลองสร้างสิ่งใหม่ๆ  เด็กเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น  เด็กได้การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นกลุ่มเล็กๆ  และเป็นรายบุคคล  การให้เด็กได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลอื่นทำให้เด็กได้ตรวจสอบความคิดของตน  แต่เมื่อมีปัญหาเด็กต้องการคำแนะนำจากผู้ใหญ่  ควรให้เด็กได้เรียนรู้แบบบูรณาการซึ่งเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงเป็นตัวตั้ง  มีการเชื่อมโยงหลากหลายสาขาวิชา  บทบาทของครูเป็นผู้ให้คำแนะนำเมื่อเด็กต้องการและให้การสนับสนุนอย่างเหมาะสม
 ผู้ปกครองมีบทบาทอย่างไรในการช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก
1.      ให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยการลงมือกระทำโดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 
        ในการทำกิจกรรม 1 กิจกรรมพยายามให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสหลายอย่างร่วมกัน
                     การเรียนจากการปฏิบัติจะทำให้เด็กเกิดความเข้าใจ
                             
                              ฉันฟัง  ฉันลืม
                               ฉันเห็น  ฉันจำได้
                               ฉันได้ทำ  ฉันเข้าใจ

                2.  ให้เด็กได้พูดในสิ่งที่เขาคิด และได้ลงมือกระทำ  ถ้าไม่ได้พูดสมองไม่พัฒนา  ต้องฝึกให้ใช้สมองมากๆอย่างมีความสุข  ไม่ให้เครียด       
 3.  ผู้ใหญ่ต้องรับฟังในสิ่งที่เขาพูดด้วยความตั้งใจ  และพยายามเข้าใจเขา


พัฒนาการด้านการรับรู้และสังคม
วัยแรกเกิด
- มองจ้องหน้าที่อยู่ในระยะใกล้ (8 10 นิ้ว)
- มองตามการเคลื่อนไหวของหน้าที่เอียงไปมาช้าๆ
- หยุดการเคลื่อนไหวแขนขา เมื่อได้ยินเสียง หรือสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียง
อายุ 2 เดือน
- มองจ้องหน้าและมองตามได้บ่อยและนานขึ้น รู้จักเลียนแบบหน้าตา และทำปากตาม
- สนใจฟังเสียงพูดคุย อาจขยับตัวตามจังหวะ
อายุ 4 เดือน
- สนใจมองคนหรือสิ่งของที่อยู่ไกลจากตัวไป สนใจมองตามคนที่คุ้นเคย
- สนใจฟังเสียงพูดคุยด้วย และเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้โต้ตอบสลับกับผู้เลี้ยงดู
- หันมองหาข้างที่มีเสียง และแหล่งของเสียงได้ถูกต้อง
อายุ 6 เดือน
- มองสิ่งของและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พยายามไขว่คว้า หยิบจับ เพื่อสำรวจพลิกดู เอาเข้าปาก
- เริ่มสังเกตสิ่งที่มองเห็นเมื่อถูกบังไว้ และแยกแยะคนแปลกหน้า
- เริ่มรับรู้มิติที่ 3 คือ ความลึก เริ่มมองตามของที่ตกลงจากมือสู่พื้น
- ฟังเสียงพูดคุย และเริ่มเข้าใจท่าทางและสำเนียง เช่น หยุดเมื่อถูกห้าม
- กินอาหารกึ่งเหลวที่ป้อนด้วยช้อนได้
อายุ 9 เดือน
- เล่นจ๊ะเอ๋ได้ ตามไปเก็บของที่ตก หรือร้องตามแม่เมื่อแม่จะออกไปจากห้อง
- หยิบอาหารกินเองได้
อายุ 12 เดือน
- ตบมือ เลียนท่าทางโบกมือ สาธุ ร่วมมือเวลาแต่งตัว และชอบสำรวจ


                               การส่งเสริมพัฒนาการด้านการรับรู้
1. ให้พ่อแม่สังเกตพฤติกรรมของทารกแรกเกิด และความสามารถในการรับรู้จากการมอง การฟัง การสัมผัสและการตอบสนอง
2. ให้พาลูกมารับบริการสุขภาพ และใช้ประโยชน์จากสมุดบันทึกสุขภาพ ตามกำหนด
3. คอยเอาใจใส่เด็กและดูแลใกล้ชิด อุ้มทารกให้หันหน้ามาสบตากันเป็นระยะ 8 10 นิ้ว ยิ้มแย้ม พูดคุยกับทารกอย่างอ่อนโยน และติดตามเฝ้าระวัง สังเกต ความก้าวหน้าของพฤติกรรมพัฒนาการของลูกอย่างต่อเนื่อง
4. จัดสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมการเลี้ยงดูทารกให้มีความปลอดภัย และน่าสนใจ มีคนที่อยู่ใกล้ชิด ดูแลด้วยความรัก เอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ มีคนที่สนใจ มีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก พูดคุยอย่างชัดถ้อยชัดคำ ร้องเพลง ทำท่าทางให้เด็กเลียนแบบ และเรียนรู้ และเล่นกับเด็กและมีสิ่งของที่สีสดใสรูปทรงต่างๆที่น่าสนใจ ให้เด็กมอง สัมผัส จับต้อง และสำรวจ


                             พัฒนาการด้านภาษา
แรกเกิด 1 เดือน ร้องไห้ หยุดฟังเสียงทำเสียงในคอ
อายุ 2 เดือน ฟังเสียงคุยด้วยแล้วหันหาเสียง
อายุ 4 เดือน ส่งเสียงอ้อแอ้ โต้ตอบ หัวเราะ ส่งเสียงแหลมรัว เวลาดีใจ สนุก
อายุ 6 เดือน หันหาเสียงเรียก เล่นน้ำลาย ส่งเสียงหลายเสียง
อายุ 9 เดือน ฟังรู้ภาษาและเข้าใจสีหน้าท่าทางได้ เปล่งเสียงเลียนเสียงพยัญชนะ แต่ไม่มีความหมาย
อายุ 12 เดือน เรียกพ่อ แม่ หรือพูดคำโดดที่มีความหมาย 1 คำ ทำตามคำสั่งที่มีท่าทางประกอบได้
                   
                                     การส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา
แรกเกิด 6 เดือน : ควรมีการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดและมีการพูดคุยส่งเสริมให้มีพัฒนาการทางภาษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่แรกหลังเกิด โดยเฉพาะขณะที่ให้การดูแลเรื่องทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน เด็กทารกมักมีความสนใจเสียงที่ค่อนข้างแหลม เสียงสูงๆ ต่ำๆ ซึ่งหากผู้เลี้ยงดูจะทำน้ำเสียงให้มีลักษณะแตกต่างกันไปบ้างตามสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ความหมายของการสื่อสารที่บอกถึงอารมณ์ความรู้สึกแตกต่างกันไปของผู้พูด
อย่างไรก็ตามการใช้ภาษาเด็กพูดคุยกับเด็กควรจะค่อยๆ ลดลงภายหลังอายุ 6 เดือน การสื่อสารด้วยภาษาอย่างที่ใช้กับเด็กโตหรือผู้ใหญ่เพิ่มมากขึ้นจะค่อยๆ ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาในระยะต่อไปอย่างดี
อายุ 7 12 เดือน :
1. ควรพูดคุยทำเสียงเล่นกับเด็กและพูดเป็นเสียงของคำที่มีความหมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคำเรียกพ่อหรือแม่หรือผู้เลี้ยงดูที่ใกล้ชิดกับเด็ก
2. พูดสอนหรือบอกให้เด็กทำสิ่งต่างๆ อย่างง่ายๆ พร้อมกับมีกิริยาทำท่าประกอบควบคู่กันไป จะช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งที่ต้องการผู้ใหญ่ต้องการสื่อสารได้ง่ายขึ้น
3. พ่อแม่อาจไม่จำเป็นต้องพูดสอนหรือบอกเฉพาะคำศัพท์เดี่ยวๆ คำใดคำหนึ่งเท่านั้น การพูดโดยมีคำขยายเพิ่มเติมก็จะเป็นการสอนให้เด็กเข้าใจความหมายของภาษาที่พูดคุยมากขึ้นแม้อาจจะยังพูดไม่ได้ทั้งหมด เช่น พ่อมา หมาเห่า เป็นต้น
4. เมื่อเด็กพูดคุยด้วยภาษาเด็กที่แม้จะฟังไม่เข้าใจ แต่ถ้าผู้เลี้ยงดูสามาถคาดเดาได้จากสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ผู้เลี้ยงดูควรพูดคุยเป็นคำที่มีความหมายกับเด็กเพื่อเป็นแบบอย่างสอนให้เด็กเข้าใจต่อไป
5. ผู้เลี้ยงดูควรพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เด็กสนใจ พูดบอกหรืออธิบายอย่างสั้นๆ และคอยสังเกตการตอบสนองของเด็ก
การใช้หนังสือนิทานหรือรูปภาพ จะช่วยเพิ่มคำศัพท์ให้แก่เด็กได้มากและเพิ่มทักษะความเข้าใจภาษาที่มีในสื่อเหล่านั้น ตลอดจนเป็นการปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน อย่างไรก็ตามผู้เลี้ยงดูไม่ควรตั้งใจสอนให้เด็กอ่านหรือท่องจำหนังสือ หรือตัวเลขมากเกินไปเพราะการที่เด็กท่องจำได้ตามที่ถูกสอนไม่ได้หมายความว่าเด็กจะมีความสามารถในการอ่านระยะถัดไปได้ดีกว่าเด็กอื่นในวัยเดียวกัน ความเข้าใจทางภาษาที่แตกฉานและสามารถใช้ภาษาพูดได้เป็นอย่างดีจะเป็นรากฐานที่สำคัญต่อความรู้ความเข้าใจในการอ่านหรือเขียนมากกว่าเน้นท่องจำอย่างเดียว ขณะอ่านหรือดูหนังสือกับเด็กควรเปิดโอกาสให้เด็กหยิบจับหรือหัดเปิดหนังสือเองบ้าง
อย่างไรก็ตามพัฒนาการของเด็กแต่ละคนมีความหลากหลาย อายุที่กล่าวไว้นั้นเป็นเพียงเกณฑ์ที่เด็กส่วนใหญ่ควรทำได้ ซึ่งหากไม่เป็นไปตามนี้ก็อาจไม่ได้หมายถึงพัฒนาการที่ล่าช้าแต่อย่างใด ดังนั้นหากผู้ปกครองมีความสงสัยเรื่องพัฒนาการของบุตรหลานควรปรึกษากุมารแพทย์โดยตรง


 

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อ.จารุณี เนตรบุตร ให้ไปศึกษาข้อมูลเพิ่ม

ศึกษาข้อมูลเพื่อ
1.เรื่องพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย
2.เรื่องแต่ละช่วงวัยสนใจอะไร
3.ดูคลิป A B C เพื่อเป็นแนวคิด
4.A B C เป็นคำศัพท์
5.หาข้อมูลเกี่ยวกับสือสิ่งพิม

กระบวนการออกแบบ

1.ตัวแปรต้น (ตัวแปรอิสระ)  ภาพประกอบ/ทฤษฎี/เอกสาร/mail/สัมภาษณ์/สังเกต

กระบวนการออกแบบหนังสือA-Z(เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก)ในช่วงอายุ2-6ขวบ